การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย (NIC: Network Interface Card)
การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย หรือเรียกว่าการ์ด LAN เป็นการ์ดสำหรับต่อเครื่องพีซี เข้ากับสายเคเบิล ดังนั้นจึงต้องมีพอร์ตสำหรับเสียบสายแบบใดแบบหนึ่งที่จะใช้ หรืออาจมีพอร์ตสำหรับสายหลายแบบก็ได้ เช่น มีพอร์ตสำหรับสายโคแอกเชียล และสำหรับสายคู่ตีเกลียว แต่สำหรับการ์ดรุ่นใหม่ๆ มักจะเหลือแต่พอร์ตสำหรับสายคู่ตีเกลียวเพราะปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยม นอกจากนี้ยังมีการ์ดที่ทำมาสำหรับใช้ต่อกับสายใยแก้วนำแสงซึงมักจะมีราคาแพงและใช้เฉพาะบางงาน
การ์ด LAN จะมีสล็อตที่ใช้อยู่ 2 ชนิดคือ
ISA 8 และ 16 บิต การ์ดแบบนี้จะสามารถรับส่งข้อมูลกับเครื่องพีซีได้ทีละ 8 หรือ 16 บิตที่ความถี่ประมาณ 8 MHz เท่านั้น โดยผ่านบัสและสล็อตแบบ ISA ตัวอย่างเช่น การ์ด NE1000 และ NE2000 ที่ผลิตตามแบบของบริษัท Novell เป็นต้น ซึ่งความเร็วในการทำงานจะต่ำกว่าแบบ PCI ซึ่งในปัจจุบันแทบจะไม่พบแล้ว
บนการ์ด LAN บางแบบจะมีที่เสียบชิปหน่วยความจำ ROM เป็นซ็อคเก็ตว่าง ๆ ทิ้งไว้ สำหรับใช้ในกรณีที่ต้องการให้เครื่องที่ใช้การ์ดนั้นสามารถบูตจากหน่วยความ จำของเครื่องที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ในระบบ LAN ได้ ซึ่งก็จะต้องมี ROM ที่มีโปรแกรมพิเศษมาใส่ในซ็อคเก็ตว่างนี้ เรียกว่าเป็น bootROM โดยโปรแกรมใน ROM ดังกล่าวจะอยู่ในตำแหน่งแอดเดรสที่ซีพียูจะเรียกใช้ในตอนที่บูตเครื่อง เช่นเดียวกับ ROM บนเมนบอร์ดนั่นเอง เมื่อมีโปรแกรมดังกล่าวเพิ่มเข้ามา ก็จะทำให้ซีพียูไปทำการบูตเครื่องผ่านการ์ด LAN และหน่วยความจำของเครื่องที่เป็นเซิร์ฟเวอร์ แทนที่จะบูตจากหน่วยความจำของเครื่องนั้น ๆ ตามปกติ เช่น ในกรณีที่ต้องการใช้งานพีซีนั้นในลักษณะเครื่องลูกข่ายที่ไม่มีฮาร์ดดิสก์ เป็นต้น
Wake-On-Lan (WOL) เป็นคุณสมบัติที่ทำให้เครื่องที่อยู่ในสภาพ standby หรือ sleep อยู่สามารถตื่น (wake up) ขึ้นมาได้เมื่อมีสัญญาณเข้ามาทางการ์ด LAN ซึ่งคล้ายกับ wake-on-modem ที่พอมีสัญญาณโทรศัพท์เข้ามาทางโมเด็มก็จะปลุกให้เครื่องตื่นขึ้นมาทำงานต่อได้ ทำให้สามารถปล่อยให้เครื่องที่ต่อกับ LAN อยู่สามารถเปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา ซึ่งเครื่องจะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานเมื่อไม่มีใครใช้ และจะตื่นกลับขึ้นมาทำงานทันทีที่มีผู้ติดต่อผ่าน LAN เข้ามา ทั้งนี้การ์ด LAN โดยทั่วไปจะต้องมีสายสัญญาณพิเศษสำหรับทำหน้าที่นี้มาให้ โดยเสียบเข้าที่คอนเน็คเตอร์เล็ก ๆ บนเมนบอร์ด (มักอยู่ข้างสล็อตที่เสียบการ์ด LAN นั่นเอง) ถ้าไม่เสียบ คุณสมบัตินี้ก็จะไม่ทำงาน
อุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ
ปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย
1.โมเด็ม (Modem)
โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิ ตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) โมเด็มทำหน้าที่ มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation) โมเด็มหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 ประเภทโมเด็กในปัจจุบันทำงานเป็นทั้งโมเด็มและ เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem
2. การ์ดเครือข่าย (Network Adapter) หรือ การ์ด LAN
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่น หรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อมๆกันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกัน จะดีกว่า
และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps
ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรคำหนึงถึงขั้วต่อหรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยทั่วไปคอน เน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นต้น ซึ่งคอนเน็กเตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายที่แตกต่างกัน
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่น หรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อมๆกันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกัน จะดีกว่า
และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps
ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรคำหนึงถึงขั้วต่อหรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยทั่วไปคอน เน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นต้น ซึ่งคอนเน็กเตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายที่แตกต่างกัน
3. เกตเวย์ (Gateway)
เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล คอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่าย เดียวกัน
เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล คอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่าย เดียวกัน
4. เราเตอร์ (Router)
เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือ ข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้
เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือ ข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้
5. บริดจ์ (Bridge)
บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย
บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย
6. รีพีตเตอร์ (Repeater)
รีพีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับ สัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่
ี่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของ สัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆ
เช่นกัน รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
รีพีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับ สัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่
ี่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของ สัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆ
เช่นกัน รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
7. สายสัญญาณ
เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
- สาย Coax
มีลักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์
ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC
สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร
สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector
สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว
Terminator ขนาด 50 โอห์ม สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย
- สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายสำหรับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกล
ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น คือ CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่ ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ
ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น คือ CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่ ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ
8. ฮับ (HUB)
เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนำว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนำว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
สายสัญญาณ
สายสัญญาณที่ใช้ในระบบเครือข่าย
1. สายแบบคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable)
2. สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
3. สายแบบเส้นใยนำแสง (Fiber-Optic Cable)
4. ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Network)
5. ระบบไมโครเวฟ (Microwave)
6. ระบบดาวเทียม (Satellite)
2. สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)
3. สายแบบเส้นใยนำแสง (Fiber-Optic Cable)
4. ระบบเครือข่ายไร้สาย (Wireless Network)
5. ระบบไมโครเวฟ (Microwave)
6. ระบบดาวเทียม (Satellite)
1. สายแบบคู่บิดเกลียว ( Twisted-Pair Cable)
สายคู่เกลียวแบบมีชีลด์ และไม่มีชิลด์ (Shielded and Unshielded Twisted-Pair Cable)
เป็นสายที่มีราคาถูกที่สุด ซึ่งประกอบด้วยสายทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นจะมีฉนวนหุ้มพันเป็นเกลียว ซึ่งสามารถลดการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้
เป็นสายที่มีราคาถูกที่สุด ซึ่งประกอบด้วยสายทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นจะมีฉนวนหุ้มพันเป็นเกลียว ซึ่งสามารถลดการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้
สายเกลียวหนึ่งคู่ หมายถึง หนึ่งช่องทางการสื่อสาร ซึ่งบางครั้งอาจมีหลายสายมัดรวมกันเป็นสายขนาดใหญ่ เพื่อใช้งานพร้อมกัน
• สายคู่แบบมีชีลด์ (STP) เป็นสายที่มีฉนวนหุ้มภายนอก ทำให้สามารถป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดี
• สายคู่แบบไม่มีชีลด์ (UTP) ใช้สำหรับเดินสายโทรศัพท์ และระบบเครือข่ายระยะใกล้ ซึ่งมีราคาค่อนข้างจะถูก
• สายคู่แบบไม่มีชีลด์ (UTP) ใช้สำหรับเดินสายโทรศัพท์ และระบบเครือข่ายระยะใกล้ ซึ่งมีราคาค่อนข้างจะถูก
2. สายโคแอกเชียล ( Coaxial Cable)
ประกอบด้วย สายส่งข้อมูลที่เป็นทองแดงที่มีฉนวนหุ้มอยู่ตรงกลาง จากนั้นหุ้มด้วยสายนำที่เป็นสายกราวนด์ แล้วจึงหุ้มด้วยฉนวนอีชั้นหนึ่ง สามารถลดการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้ดี สามารถส่งข้อมูลและเสียงได้เร็ว สามารถส่งสัญญาณได้ไกลกว่า และเร็วกว่าสายคู่บิดเกลียว แต่ราคาจะแพงกว่า เช่น สายเคเบิล TV
สายสัญญาณที่ใช้ในระบบเครือข่าย
3. สายแบบเส้นใยนำแสง ( Fiber-Optic Cable)
เราอาจเรียกอีกชื่อว่า สายไฟเบอร์ออปติก ประกอบด้วย ใยแก้วหรือพลาสติกอยู่ตรงกลาง จากนั้นก็หุ้มด้วยใยแก้ว อีกชั้นหนึ่ง ( cladding) และชั้นนอกสุกจะหุ้มด้วยฉนวน ใยแก้วจะทำหน้าที่เหมือนกระจกใช้สะท้อน สัญญาณแสงให้สะท้อนไปมาจากจุดต้นทางไปจุดปลายทาง สามารถส่งข้อมูลได้จำนวนมาก ๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว และยังใช้ส่งข้อมูลระยะไกลได้ดี เนื่องจากใช้แสงเป็นตัวนำ จึงสามารถป้องกันสัญญาณรบกวนได้ดี แต่จะมีข้อเสียคือ ติดตั้งและการบำรุงรักษายาก นอกจากนี้ยังมีราคาแพงอีกด้วย
การสื่อสารข้อมูลโดยสายไฟเบอร์ออปติก ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
• อุปกรณ์กำเนิดแสง
• สายใยนำแสง
• อุปกรณ์ตรวจจับแสง
• อุปกรณ์กำเนิดแสง
• สายใยนำแสง
• อุปกรณ์ตรวจจับแสง
ปกติการส่งสัญญาณแสง ( light pulse) 1 ครั้ง เราจะใช้แทน บิต “1” และถ้าไม่ส่งสัญญาณแสงก็คือ บิต “0”.
ตารางเปรียบเทียบการใช้งานสายเคเบิลต่าง ๆ
|
สายสัญญาณที่ใช้ในระบบเครือข่าย
4 ระบบเครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless Network)
• การส่งคลื่นสัญญาณวิทยุ (Radio Transmission)
เป็นคลื่นที่สร้างขึ้นได้ง่าย สามารถส่งได้ในระยะทางที่ไกลและยังสามารถเดินทางผ่านสิ่งกีดขวางได้อีกด้วย แต่จะมีข้อเสียคือ ที่คลื่นความถี่ต่ำคลื่นจะสามารถเดินทางผ่านวัตถุกีดขวางได้เป็นอย่างดี แต่กำลังสัญญาณจะลดลงอย่างรวดเร็วถ้าเดินไกลออกไป ขณะที่คลื่นความถี่สูงคลื่นจะเดินทางเกือบเป็นแนวเส้นตรง แต่จะเกิดการสะท้อนเมื่อมีวัตถุมาขวางกั้น และจะถูกดูดซึมเมื่อมีการเดินทางผ่านสายฝน นอกจากนี้ คลื่นยังถูกรบกวนได้ง่ายจากการทำงานของมอตอร์และอุปกรณ์ไฟฟ้า
5 ระบบไมโครเวฟ ( Microwave)
เป็นการส่งสัญญาณที่มีคลื่นความถี่สูงกว่าคลื่นวิทยุ โดยจะส่งเป็นทอด ๆ จากสถานีหนึ่งไปยังสถานีหนึ่ง หรือที่เราเรียกว่าสัญญาณแบบเส้นสายตา (line of sight) ทั้งนี้เนื่องจากสัญญาณที่ส่ง ไปนั้นจะไม่ไกลกว่าเส้นขอบฟ้าโลก เพราะว่าสัญญาณจะเดินทางเป็นเส้นตรง ดังนั้นเราจึงตั้งสถานีไว้ในที่สูงเพื่อช่วยให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้น ปกติแต่ละสถานีจะครอบคลุมพื้นที่สัญญาณประมาณ 30 – 50 กม.
นอกจากนี้สามารถส่งสัญญาณความถี่ในทิศทางเดียวกันโดยจะมีรบกวนกันเอง เป็นระบบที่สามารถติดตั้งได้ง่าย มีราคาถูก แต่มีอัตราการส่งข้อมูลสูง แต่จะมีข้อเสียคือสัญญาณมักจะถูกรบกวนจาก อุณหภูมิ พายุและฝน และยังไม่สามารถผ่านสิ่งกีดขวางได้ อีกทั้งบางครั้งสัญญาณอาจมีการหักเหระหว่างทางได้
ปัจจุบันได้มีการนำมาใช้ในบริการโทรศัพท์ทางไกล และโทรศัพท์มือถือ
นอกจากนี้สามารถส่งสัญญาณความถี่ในทิศทางเดียวกันโดยจะมีรบกวนกันเอง เป็นระบบที่สามารถติดตั้งได้ง่าย มีราคาถูก แต่มีอัตราการส่งข้อมูลสูง แต่จะมีข้อเสียคือสัญญาณมักจะถูกรบกวนจาก อุณหภูมิ พายุและฝน และยังไม่สามารถผ่านสิ่งกีดขวางได้ อีกทั้งบางครั้งสัญญาณอาจมีการหักเหระหว่างทางได้
ปัจจุบันได้มีการนำมาใช้ในบริการโทรศัพท์ทางไกล และโทรศัพท์มือถือ
6 ระบบดาวเทียม ( Satellite)
มีหลักการส่งสัญญาณที่คล้ายกับระบบไมโครเวฟ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. ดาวเทียมโคจรอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะมีระดับความสูงอยู่ที่ 750 กม. ผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยจะทิ้งระยะห่างกัน 32 องศา
2. ดาวเทียมโคจรอยู่เหนือพื้นโลก ที่ความสูง 36000 กม. และใช่เวลาในการหมุนรอบโลกประมาณ 24 ชม. ซึ่งเราเรียกว่าดาวเทียมประจำที่ (geosynchronous satellite) แต่จะมีการโคจรห่างจากกัน 2 องศา เมื่อวัดจากแกนโลก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสัญญาณรบกวน ดังนั้นจึงสามารถมีได้ทั้งหมด 180 ดวง ซึ่งแต่ละดวงสามารถรับและส่งสัญญาณหลายช่วงความถี่ในเวลาเดียวกัน และยังสามารถอยู่ในวงโคจรเดียวกันได้ถ้าใช้ความถี่ต่างกัน
ปัจจุบันมีการใช้ดาวเทียมในการส่งสัญญาณข้อมูลคอมพิวเตอร์ สัญญาณ
1. ดาวเทียมโคจรอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะมีระดับความสูงอยู่ที่ 750 กม. ผ่านขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยจะทิ้งระยะห่างกัน 32 องศา
2. ดาวเทียมโคจรอยู่เหนือพื้นโลก ที่ความสูง 36000 กม. และใช่เวลาในการหมุนรอบโลกประมาณ 24 ชม. ซึ่งเราเรียกว่าดาวเทียมประจำที่ (geosynchronous satellite) แต่จะมีการโคจรห่างจากกัน 2 องศา เมื่อวัดจากแกนโลก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสัญญาณรบกวน ดังนั้นจึงสามารถมีได้ทั้งหมด 180 ดวง ซึ่งแต่ละดวงสามารถรับและส่งสัญญาณหลายช่วงความถี่ในเวลาเดียวกัน และยังสามารถอยู่ในวงโคจรเดียวกันได้ถ้าใช้ความถี่ต่างกัน
ปัจจุบันมีการใช้ดาวเทียมในการส่งสัญญาณข้อมูลคอมพิวเตอร์ สัญญาณ
หลักการพิจารณาเลือกใช้สื่อกลาง
ในการใช้งานด้านการสื่อสารข้อมูลหรือการออกแบบเครือข่าย สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรพิจาีรณาก็คือ "การใช้สื่อกลางที่เหมาะสม" เพราะหากมีการเลือกใช้สื่อกลางที่ไม่เหมาะสมแล้ว เครือข่ายนั้นอาจไม่สมบูรณ์หรือนำไปสู่ความล้มเหลวได้ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ที่ควร
พิจารณา มีดังนี้
1. ต้นทุน - พิจารณาต้นทุนของตัวอุปกรณ์ที่ใช้
- พิจารณาต้นทุนการติดตั้งอุปกรณ์
- เปรียบเทียบราคาของอุปกรณ์ และประสิทธิภาพการใช้งาน
2. ความเร็ว - ความเร็วในการส่งผ่านสัญญาณ จำนวนบิตต่อวินาที
- ความเร็วในการแพร่สัญญาณ ข้อมูลที่สามารถเคลื่อนที่ผ่านสื่อกลางไปได้
3. ระยะทาง - สื่อกลางแต่ละชนิดมีความสามารถในการส่งสัญญาณข้อมูลไปได้ในระยะทางต่างกัน ดังนั้นการเลือกใช้สื่อกลางแต่ละ
ชนิดจะต้องทราบข้อจำกัดด้านระยะทาง เพื่อที่จะต้องทำการติดตั้งอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณเมื่อใช้สื่อกลางในระยะไกล
4. สภาพแวดล้อม - เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในเลือกใช้สื่อกลาง เช่น สภาพแวดล้อมที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล จะมี
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ ดังนั้นการเลือกใช้สื่อกลางควรเลือกสื่อกลางที่ทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดี
5. ความปลอดภัยของข้อมูล หากสื่อกลางที่เลือกใช้ไม่สามารถป้องกันการลักลอบนำข้อมูลไปได้ ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลจะต้องมีการ
เข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่งไปในสื่อกลาง และผู้รับก็ต้องมีการถอดรหัสที่ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน จึงจะ
สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ได้
ในการใช้งานด้านการสื่อสารข้อมูลหรือการออกแบบเครือข่าย สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรพิจาีรณาก็คือ "การใช้สื่อกลางที่เหมาะสม" เพราะหากมีการเลือกใช้สื่อกลางที่ไม่เหมาะสมแล้ว เครือข่ายนั้นอาจไม่สมบูรณ์หรือนำไปสู่ความล้มเหลวได้ ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ ที่ควร
พิจารณา มีดังนี้
1. ต้นทุน - พิจารณาต้นทุนของตัวอุปกรณ์ที่ใช้
- พิจารณาต้นทุนการติดตั้งอุปกรณ์
- เปรียบเทียบราคาของอุปกรณ์ และประสิทธิภาพการใช้งาน
2. ความเร็ว - ความเร็วในการส่งผ่านสัญญาณ จำนวนบิตต่อวินาที
- ความเร็วในการแพร่สัญญาณ ข้อมูลที่สามารถเคลื่อนที่ผ่านสื่อกลางไปได้
3. ระยะทาง - สื่อกลางแต่ละชนิดมีความสามารถในการส่งสัญญาณข้อมูลไปได้ในระยะทางต่างกัน ดังนั้นการเลือกใช้สื่อกลางแต่ละ
ชนิดจะต้องทราบข้อจำกัดด้านระยะทาง เพื่อที่จะต้องทำการติดตั้งอุปกรณ์ทบทวนสัญญาณเมื่อใช้สื่อกลางในระยะไกล
4. สภาพแวดล้อม - เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในเลือกใช้สื่อกลาง เช่น สภาพแวดล้อมที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องจักรกล จะมี
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ ดังนั้นการเลือกใช้สื่อกลางควรเลือกสื่อกลางที่ทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดี
5. ความปลอดภัยของข้อมูล หากสื่อกลางที่เลือกใช้ไม่สามารถป้องกันการลักลอบนำข้อมูลไปได้ ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลจะต้องมีการ
เข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่งไปในสื่อกลาง และผู้รับก็ต้องมีการถอดรหัสที่ใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน จึงจะ
สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ได้